นางสาวกลิ่นสุคนธ์ แก้วข้อนอก 229

 

การบ้านครั้งที่ 1

 1.  องค์ความรู้
          เด็กบกพร่องทางการได้ยิน
          ความหาย 
เด็กที่มีการบกพร่องทางการได้ยิน  คือ  เด็กที่ไม่สามารถได้ยินเทียบเท่ากับบุคคลที่มีความสามารถในการได้ยินปกติที่สามารถรับฟังเสียงได้ด้วยหูทั้ง  2  ข้าง  ตั้งแต่ระดับ  25  เดซิเบล  ขึ้นไปซึ่งถือว่าเป็นบุคคลที่สูญเสียการได้ยิน  (Hearing Ioss)
          หลักเกณฑ์  บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยินแบ่งออกเป็น 
2  ประเภทได้แก่
                  
1.  คนหูหนวก  หมายถึง  บุคคที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถเข้าใจการพูดผ่านทางการได้ยิน  ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง  ซึ่งโดยปกติทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยิน  90  เดซิเบลขึ้นไป
                  
2.  คนหูตึง  หมายถึง  บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินการพูดผ่านทางการได้ยิน  โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟังซึ่งหากตรวจวัดการได้ยินจะมีการได้ยินน้อยกว่า  90  เดซิเบลลงมาถึง  26  เดซิเบล
          สาเหตุ  แบ่งได้เป็น 
2  ประเภท
                  
1.  สาเหตุจากกรรมพันธุ์  เด็กที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของพ่อหรือแม่ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินคนใดคนหนึ่ง  หรือทั้งสองคน
                  
2.  สาเหตุจากสภาพแวดล้อม  สืบเนื่องจากการที่มีมารดาป่วยหรือติดเชื้อขณะตั้งครรภ์  การติดเชื้อหลังที่เด็กคลอด
          ปัญหา
                  
1.  ด้านสติปัญญา  บางครั้งจะเรียนได้ช้ากว่าปกติในเรื่องการอ่าน  การเขียนและทักษะในการใช้ภาษา  เนื่องจากไม่สามารถได้ยินภาษาหรือคำพูดที่ใช้
                  
2.  การปรับตัวทางสังคมและบุคลิกภาพ 
                             -  การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น
                             -  ปัญหาพฤติกรรม  เช่น  มักใช้ความรุนแรง  ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
                             -  ปัญหาในการปรับตัวมากกว่าเด็กปกติ  เป็นต้น
                  
3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  ระดับการสูญเสียการได้ยิน  ประสบการณ์ทางภาษาและประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับคน  และสิ่งของต่าง ๆ

การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีการบกพร่องทางการมองเห็น
          ความหายของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
         
บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น  หรือที่เรามักเรียกกันอย่างสั้น ๆ จนติดปากกันว่า “คนตาบอด”
ไว้อย่างหลากหลายดังนี้
         
1.  ความหายทั่วไป  คนตาบอด  คือ บุคลที่มองไม่เห็น  ไม่มีการมองเห็น
         
2.  ความหมายทางการแพทย์  ถ้าสมรรถนภาพของการมองเห็นของผู้ใดต่ำกว่า  10%  ให้ถือว่าตาบอด  ทั้งในด้านระยะทางที่มองเห็น  และในด้านความกว้างของการเห็นที่เรียกว่า  “ลานสายตา”
         
3.  ความหมายในเชิงกฎหมาย  หมายถึงผู้มีที่มีสายตาข้างที่ดีหลังแก้ไขด้วยแว่นตาหรืออุปกรณ์อื่นแล้วมองเห็นได้น้อยกว่า  20/200  ของคนปกติ  หรือผู้ที่มีลานสายตา  (ระยะกว้างของการมองเห็น)  แคบกว่า  20  องศา
         
4.  ความหมายในแง่ของการศึกษา  หมายถึงผู้ที่มีสายตาพิการจนกระทั่งไม่สามารถได้รับการรักษาให้ใช้สายตาได้  ไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือของคนปกติได้จำเป็นต้องใช้ตัวอักษรพิเศษ  คือ อักษรเบรลล์
         
5.  ความหมายในแง่ทางสังคม  หมายถึงผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็นจนเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ  หรือไม่สามารถประกอบอาชีพที่ต้องใช้สายตาขนาดนี่อาชีพนั้น    ต้องการได้

          เกณฑ์การพิจารณาผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
          การประเมินการเห็นทำได้ 
2  วิธี  คือ
         
1.  การประเมินอย่างไม่เป็นทางการ  คือ  การประเมินอย่างง่ายด้วยการสังเกตจากลักษณะและพฤติกรรมของเด็กในหลายสถานการณ์  โดยประเมินต้องเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็ก  เช่น  พ่อแม่  ผู้ที่เลี้ยงเด็ก  รวมทั้งครูและผู้ที่เกี่ยวข้อง
         
2.  การประเมินอย่างเป็นทางการ  คือ  การตรวจสอบการประเมินโดยการใช้เครื่องมือวัดระดับสายตา  เครื่องมือมีหลายประเภทส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องมือทางการแพทย์  ผู้ที่ประเมินควรได้  แก่  จักษุแพทย์  แพทย์เวช  ปฏิบัติทางตาหรือผู้เชี่ยวชาญที่ทางโรงพยาบาลจัดให้หรือนักวิชาการอื่น 

          สาเหตุและลักษณะของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการเห็น
          สาเหตุที่ทำให้มีความบกพร่องทางการเห็น
         
โดยธรรมชาติแล้วตาที่มองเห็นได้ตามปกติ  จะต้องประกอบด้วย 
3  ระบบที่สำคัญคือ
                  
1.  ตากล้องปกติไม่มีโลกของตา
                  
2.  ระบบเส้นประสาทที่นำความรู้สึกการมองเห็นจากตาไปถึงสมองต้องปกติ
                  
3.  สมอง  จะเห็นได้โดยตราสามารถจับภาพที่เห็นได้ชัดเจนและเส้นประสาทตานำความรู้สึกนั้นส่งผ่านไปยังเส้นประสาทตาแล้วจึงผ่านไปถึงสมองเมื่อสมองปกติก็จะรู้ว่าเป็นอะไรตามที่ตาได้เห็น
                สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้
                  
1.  สาเหตุเนื่องจากกรรมพันธุ์  มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจาก  บิดาหรือมารดา  ที่มีโรคตาบางอย่างหรืออาจมีผิดปกติจากโครโมโซม  เช่น  จอประสาทตาผิดปกติแต่กำเนิด
                  
2.  สาเหตุเนื่องจากการติดเชื้อ  ซึ่งอาจเกิดตั้งแต่ระยะที่มารดาตั้งครรภ์จนคลอดออกมาและมีการติดเชื้อภายนอก  เช่น  โรคหัดเยอรมันตาฝ่อเป็นต้อกระจกหิน  ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เด็กตาบอดได้
                  
3.  สาเหตุเนื่องมาจากอุบัติเหตุ  เกิดจากการกระทบกระเทือนต่อดวงตาโดยตรงหรือประสาทในการเห็นเช่น
                            
3.1  สิ่งแปลกปลอมพวกสารเคมีหรือสารโลหะละลายที่ร้อนเข้าตา
                            
3.2  สิ่งแปลกปลอมเช่นเหล็กโลหะอื่น    หรือไม้กระเด็นเข้าตา
                            
3.3  อุบัติเหตุอื่น    เช่นโรคขาดสารอาหาร
                            
3.4  แสงจากการหลอมแก้วเข้าตาทำให้เลนส์ตาเสื่อมและกลายเป็นต้อกระจก

          ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการเห็น
         
บุคคลที่มีความบกพร้องทางการเห็นดังกล่าวอาจมีปัญหาและความต้องการจำเป็นที่มีความแตกต่างไปจากคนทั่วไป  ดังนี้
         
1.  ด้านการเคลื่อนไหว  พบว่าเด็กทารกที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นมักไม่มีการเคลื่อนไหวไป  รอบ    ด้วยตนเอง
         
2.  การหมุนตัวและอวัยวะบางส่วนที่สามารถเคลื่อนไหวได้  เด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นจะมีความยากลำบากในการหมุนตัวและมักไม่มีการเคลื่อนไหวอวัยวะบางส่วนเช่น  ศีรษะ  ลำตัวและแขน  ขา
         
3.  ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก  โดยปกติแล้วเด็กทารกทุกคนจะมีความสามารถพัฒนาการกำมือและแบมือได้จากปฏิกิริยาสะท้อนกลับธรรมชาติ
         
4.  ความคิดรวบยอดในการรับรู้เกี่ยวกับตนเองและการรับรู้วัตถุ  ในเด็กปกติการมีความคิดรวบยอดในเสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเพราะเด็กมองเห็น  ซึ่งเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นอาจมีความสับสนต่อเสียงและสิ่งที่ตัวเองสัมผัสที่มีข้อมูลไม่สมบูรณ์

การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ
          ความหมายของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ
         
เป็นกลุ่มของเด็กในกลุ่มบกพร่องในส่วนสำคัญ  2  ส่วน  คือ  ส่วนที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว  และส่วนที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางสุขภาพ  ประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา  มี  2  ประเภท  ดังนี้
                   
1.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหว  ได้แก่  บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วน  หรือขาดหายไป  กระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติมีอุปสรรคในการเคลื่อนไหว
                  
2.  บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพ  ได้แก่  บุคคลที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง  เป็นอุปสรรคต่อการศึกษา
          เกณฑ์การพิจารณา
         
เกณฑ์พิจารณาทางการร่างกายและการเคลื่อนไหว
                  
1.  มีอวัยวะไม่สมส่วน  หรือแขน  ขา  ลีบ
                  
2.  มีอวัยวะขาดหายไปและเป้นอุปสรรคในการดำรงชีวิต
                  
3.  มีอาการผิดรูปของกระดูกและข้อ
                  
4.  มีลักษณะกล้ามเนื้อแขนขาเกร็ง
                  
5.  มีลักษณะเนื้อแขนขาอ่อนแรง
                  
6.  มีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ
                  
7.  ไม่สามารถยืนทรงตัวได้ด้วยตนเอง
                  
8.  ไม่สามารถนั่งทรงตัวได้ด้วยตนเอง
                  
9.  ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง
          เกณฑ์พิจารณาด้านสุขภาพ
                  
1.  ประสบอุบัติเหตุ  ผ่าตัด
                  
2.  เป็นโรคเรื้อรังและลหอดเลือดมีภาวะผิดปกติของระบบต่าง    ดังต่อไป
                            
2.1  ระบบโลหิต  เช่น  ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก  ทาลัสซีเมีย  ไขกระดูก
                            
2.2  ระบบหัวใจและหลอดเลือก
                            
2.3  ระบบไต  เช่น  โรคไตเรื้อรัง
                            
2.4  ระบบประสาท  เช่น  อัมพาด
                            
2.5  ระบบหายใจ  เช่น  หอบหืด
                            
2.6  ระบบภูมิคุ้มกันและภูมิแพ้  เช่น  ข้ออักเสบ
                            
2.7  ระบบผิวหนัง  เช่น  เด็กดักแด้

          สาเหตุ
         
1.  สาเหตุจากสภาวการณ์ระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์  เป็นช่วงที่มารกในครรภ์กำลังมีพัฒนาโครงสร้างของร่างกาย  และอวัยวะต่าง    หากมีความผิดปกติในระยะนี้อาจทำให้ทารกคลอดออกมาพิการได้
         
2.  สาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม  มีความถ่ายทอดความผิดปกติทางสายเลือดเด็กในครรภ์อาจดิ้นรุนแรง  หรือไม่ดิ้น  เนื่องจากมีความผิดปกติทางด้านร่างกาย
         
3.  สาเหตุจากความผิดปกติระหว่างคลอด  อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด  เช่น  คลอดยาก  คลอดโดยการใช้เครื่องมือหรือผ่าตัดคลอด
         
4.  สาเหตุทำให้เกิดความบกพร่องทางร่างกาย  การเคลื่อนไหว  หรือสุขภาพหลังคลอด  ได้แก่
อุบัติเหตุก่อให้เกิดอันตราย  การ๔กทำร้าย  เนื้องอกในสมองและไขสันหลัง  ฯลฯ    
          ปัญหา
         
1.  ปัญหาด้านร่างกาย  เด็กกลุ่มที่มีความบกพร่องทางร่างกาย  หรือการเคลื่อนไหว  หรือสุขภาพแต่ละคนจะแตกต่างกัน  ขึ้นอยู่กับสาเหตุและลักษณะอาการที่เป็น  ปัญหาที่พบบ่อยได้แก่  ปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว  เป็นลมชัก  โรคหัวใจ  โรคฮีโมฟีเลียและความบกพร่องทางร่างกาย
         
2.  ปัญหาด้านจิตใจและสังคม  ได้แก่
                  
2.1  มีสภาวะอารมณ์ที่ฉุนเฉียวหรือหงุดหงิด
                  
2.2  ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง
                  
2.3  เห็นคุณค่าของตนเองต่ำ
                  
2.4  มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้
         
3.  ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้
                  
3.1  ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยวิธีการเช่นเดียวกับเด็กปกติ
                  
3.2  เรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กที่ปกติ

2. มุมมองหรือทัศนคติ
          ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ  ร่วมกัน เช่น นักศึกษาชอบหรือมีความถนัดด้านใดบ้าง นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับการที่นักเรียนออกมาเรียกร้องใส่ชุดไปรเวทไปเรียน บางคนก็เห็นด้วยเพราะจะได้ใส่ชุดตามที่ตนเองชื่นชอบ ส่วนบางคนก็ไม่เห็นด้วยเพราะ ชุดนักเรียนจะทำให้เด็ก ๆ ดูมีระเบียบวินัย น่ารักสดใสเหมาะสมกับวัย เมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ง่ายเพราะแยกได้ระหว่างนักเรียนกับประชาชนทั่วไป                      

3. ความประทับใจ
          ประทับใจบทเพลงที่อาจารย์นำมาใช้ประกอบการเรียนการสอน โดยเริ่มแรกอาจารย์จะปรบมือเพื่อให้นักศึกษาเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่บทเรียน เมื่อเห็นว่าทุกคนพร้อมแล้ว อาจารย์จะร้องเพลงพร้อมทำท่าประกอบและให้นักศึกษาทุกคนทำพร้อมกัน เมื่ออาจารย์เห็นว่านักศึกษาทุกคนทำได้คล่องแล้วจึงเลิกให้ร้องเพลงแต่ยังทำท่าทางจบจบเพลง ทำให้เห็นถึงวิธีการใช้เทคนิคการเรียนการสอนของแต่ละอาจารย์ที่สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียนได้

4. นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
          ได้ความรู้ต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางด้านการได้ยิน ทางด้านการมองเห็นและทางด้านร่างกาย ซึ่งเราสามารถสังเกตเด็กและบุคคลใกล้ตัว เพื่อที่จะช่วยเหลือ ดูแลให้ถูกต้องและเหมาสมกับความบกพร่องของเด็กเป็นรายบุคคล

 

 

การบ้านครั้งที่ 2

1.  องค์ความรู้
เด็กบกพร่องทางการเรียนรู้

       ความหมาย คือ ความผิดปกติของกระบวนการเรียนรู้ที่แสดงออกทางด้านการอ่าน การเขียนสะกดคำการคำนวณและเหตุผลเชิงคณิตศาสตร์เกิดจากการทำงานของสมองทำให้ผลการเรียนของเด็กต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีเด็กมีสติปัญญาอยู่ในระดับปกติและมีความสามารถด้านอื่นๆปกติดี

       ความบกพร่องทางการเรียนรู้มี 3 ชนิดได้แก่

1. ด้านการอ่าน เด็กมีความบกพร่องในการจดจำพยัญชนะ สระ และขาดทักษะในการสะกดคำ จึงอ่านหนังสือไม่ออกหรืออ่านช้าอ่านข้าม

2. ด้านการเขียนสะกดคำ เด็กมีความบกพร่องในการเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ไม่ถูกต้อง

3. ด้านคณิตศาสตร์ เด็กขาดทักษะและความเข้าใจค่าของตัวเลข การนับจำนวน การจําสูตรคูณ การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์

เกณฑ์การพิจารณา

- มีปัญหาในการจดจำข้อมูล การอ่าน การเขียน การคำนวณ

- เข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรมได้ยาก

- ขาดทักษะการเข้าสังคม

สาเหตุ

- การทำงานของสมองบางตำแหน่งบกพร่องโดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และการใช้ภาษา

- กำมะพันมีพ่อแม่หรือญาติพี่น้องมีปัญหาเดียวกัน ปัญหาพฤติกรรม

- หลีกเลี่ยงการอ่านการเขียน

- ความจำไม่ดีทำงานช้า

- รู้สึกเบื่อหน่าย

- ไม่มั่นใจในตนเองมักตอบว่าทำไม่ได้ หรือตอบไม่ได้

- ก้าวร้าวกับเพื่อน พี่น้อง ครู

เด็กบกพร่องทางสติปัญญา

       ความหมาย หมายถึงความผิดปกติในระยะช่วงแรกแรกของพัฒนาการในวัยเด็ก ซึ่งเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ด้านสติปัญญา และการปรับตัวด้านความคิดสังคม และการกระทำความบกพร่องทางสติปัญญา

สาเหตุ เกิดจากปัจจัยต่างๆในด้านชีวภาพสังคมจิตวิทยา อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ประมาณ 30-50 ของภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเท่านั้นที่ทราบสาเหตุ สาเหตุแบ่งออกเป็น 1 กรรมพันธุ์ 2 ทางชีวภาพ 3 สิ่งแวดล้อม

เกณฑ์การพิจารณา

ความบกพร่องทางสติปัญญาแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ตามความรุนแรงของอาการที่แสดงออก

1 ระดับเล็กน้อย IQ 50-70

2 ระดับปานกลาง IQ 35-49

3 ระดับรุนแรง IQ 20 ถึง 34

ปัญหา เป็นภาวะที่บุคคลมีระดับสติปัญญา IQ ต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไป ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ การเข้าใจ การสื่อสาร พัฒนาการและขาดทักษะต่างๆที่จำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยผู้ป่วยมักเรียนรู้ช้ากว่าปกติ

การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา

       ความหมายเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 0 ถึง 6 ปีที่มีความผิดปกติในการออกเสียงพูดหรือจังหวะการพูดหรือมีความเข้าใจหรือมีการใช้ภาษาหรือสัญลักษณ์เพื่อการสื่อสารที่ผิดไปจากปกติของเด็กในวัยเดียวกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก

หลักเกณฑ์

1 การพิจารณาพัฒนาการพูดและภาษาของเด็กปฐมวัย อาจใช้วิธีเทียบเคียงพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกของเด็กที่ต้องการพิจารณากับพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปกติ เช่นอายุ 1 เดือน ตอบสนองต่อเสียง อายุ 2 เดือน ยิ้ม

2 การพิจารณาลักษณะที่บ่งบอกความบกพร่องทางการพูดและภาษาของเด็กปฐมวัยด้วยการใช้แบบประเมินเครื่องมือที่ใช้ตรวจคัดกรองการตรวจพัฒนาการด้านอื่นๆเช่นแบบสอบถามอนามัย 55

สาเหตุ ความผิดปกติทางการพูด ซึ่งมี 3 ประเภท เสียงผิดปกติ การพูดไม่ชัด การพูดติดอ่าง

1 เสียงผิดปกติ เกิดจาก 2 สาเหตุ

- 1 โครงสร้างและการทำงานของกล่องเสียง

- 2 ไม่เกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของกล่องเสียง การใช้เสียงผิดวิธี เช่น การตะโกน

2 การพูดไม่ชัดมี 2 สาเหตุ

- 1 พูดไม่ชัดเนื่องจากผิดปกติของปากใบหน้า เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่

- 2 การจัดการส่งเสริมการพูดให้ชัดตั้งแต่เด็กๆ เช่น เปล่งเสียง ต แทนตัว ก

3 การพูดติดอ่าง ความผิดปกติของระบบประสาทมีความคับข้องใจ พูดไม่คล่องจนเป็นนิสัย

ความผิดปกติทางภาษา พัฒนาการทางภาษาล่าช้าไม่สมวัย ไม่เข้าใจภาษา หรือไม่อาจพูด เขียน ใช้ท่าทางให้คนอื่นเข้าใจ เนื่องจากสมองที่ควบคุมการทำงานบางส่วนของภาษาเสียไป

ปัญหา

1 การสื่อสาร ได้แก่ พูดไม่ชัด ไม่เข้าใจที่ผู้อื่นพูด

2 การเรียนรู้ ได้แก่ ปัญหาด้านการเรียนรู้เรื่องราวที่อยู่รอบตัว ปัญหาด้านการอ่านเขียน ฟัง พูด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ 3 จิตใจ อารมณ์ และสังคม ได้แก่ วิตกกังวลง่าย ก้าวร้าว ฉุนเฉียว เก็บตัว

2. มุมมองหรือทัศนคติ
          ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ  ร่วมกัน เช่น นักศึกษาได้ร่วมกันคิดและสังเกตว่า ตัวเองเข้าข่ายเด็กที่มีความบกพร่องหรือไม่ ถ้าเกิดมีจะมีวิธีการแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร

 3. ความประทับใจ
          ประทับใจบทเพลงและเทคนิคที่อาจารย์นำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่บทเรียนคือ การทำท่าจีบหงายและการร้องเพลงประกอบท่าทาง ทำให้นักศึกษาได้เตรียมความพร้อมและมีสมาธิมากยิ่งขึ้น

4. นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
          ได้ความรู้ต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เด็กบกพร่องทางสติปัญญา เด็กบกพร่องทางด้านการพูดและภาษา ซึ่งเราสามารถสังเกตุเด็กและบุคคลใกล้ตัว เพื่อที่จะช่วยเหลือ ดูแลให้ถูกต้องและเหมาสมกับความบกพร่องของเด็กเป็นรายบุคคล

 

ตอบคำถามต่อไปนี้

1.พ่อเป็นครูพละ แม่เป็นครูปฐมวัย มีลูกวัย 3 ขวบ ที่เป็นโรคอันฟี่ซินโดรมจะมีการดูแลลูกอย่างไร

ตอบ อันดับแรกพ่อและแม่ต้องยอมรับและทำใจให้ได้กับโรคอันฟี่ซินโดรมที่ลูกของตนเองเป็น

-เริ่มมีการศึกษาและหาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลเด็กที่เป็นโรคอันฟี่ซินโดรมเพื่อจะได้รู้วิธีการดูแลลูกได้ถูกวิธี

-พ่อแม่จะต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ที่สำคัญคือให้กำลังใจลูกเชื่อว่าเขานั้นทำได้

-การดูแลรักษาเด็กที่เป็นโรคอันฟี่ซินโดรมอาจมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรประดิษฐ์สิ่งของให้ลูกเล่นเพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย

-โรคอันฟี่ซินโดรมจะมีกล้ามเนื้อนุ่มนิ่ม เดินไม่ได้ พูดสื่อสารไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องให้การดูแลและให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

-พ่อแม่จะต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิด แต่อย่าลืมว่าไม่ใช่ทั้งหมดทั้งชีวิต ควรให้ลูกได้ช่วยเหลือตัวเองและคอยดูลูกอย่างใกล้ชิด

-เงินเดือนของพ่อแม่อาจไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายของโรคที่ลูกเป็น ดังนั้นจึงควรประหยัดอดออมและประดิษฐ์เครื่องมือต่างๆที่ช่วยพัฒนาร่างกายของลูก

ความคิดเห็น